2012/Sep/13

ในเจ็ดวัน พระเจ้าสร้างโลก ในเจ็ดวินาที ผมทำลายโลกของผม...
- - เบน โทมัส

เวลาเราทำผิดอะไรสักอย่าง วิธีที่เราคิดว่าเราจะไถ่บาป หรือลบล้างความรู้สึกผิดของตัวเอง 
เราจะทำยังไงกันบ้างคะ ตักบาตรทำบุญ พยายามทำบุญทำทานเยอะๆ ความรู้สึกผิดจะได้น้อยลง
แต่ถ้าหากความผิดนั้น คือการทำให้คน 7 คนต้องตาย และ 1 ในนั้นคือคนที่เรารักที่สุด เคยคิดไหมว่า
ถ้าเป็นแบบนั้น เราจะต้องไถ่บาปกันอย่างไร 

 

เบน โทมัส ชายหนุ่มที่มีความลับบางอย่าง เขาออกเดินทางเพื่อไถ่บาปให้กับตัวเองด้วยการเปลี่ยนแปลง
ชีวิตของคนแปลกหน้าเจ็ดคน ทั้งเจ็ดคนนั้น กำลังประสบปัญหาที่ต้องการความช่วยเหลือที่ต่างกันไป 
ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเงิน ทางด้านจิตใจและการรักษาอาการป่วย  เบนได้ตั้งเงื่อนไขไว้ว่า คนที่เขา
จะช่วยเหลือ จะต้องเป็นคนดี ที่ควรค่ากับการได้ชีวิตใหม่จากเขา 

Seven Pounds คือหนังดีอีกเรื่องของวิลล์ สมิธ ที่บอกตรงๆว่า แอบเสียดายวิธีการเล่าเรื่อง ที่พยายาม
ทำให้ซับซ้อนไปหน่อย ผู้กำกับเรื่องนี้ Gabriele Muccino ที่ทำเรื่อง Pursuit of Happiness ให้นิหน่า
น้ำตาไหลพรากในโรงหนังได้ กับความรักของพ่อที่ประสบปัญหาชีวิตสารพัด แต่ก็พยายามทำทุกอย่าง
เพื่อให้ลูกน้อยของเค้ามีความสุข หนังเรื่องนั้นเล่าเรื่องตรงไปตรงมา ทำให้คนดูสะเทือนใจกันสุดๆ

แต่มาเรื่องนี้ ผู้กำกับพยายามตั้งใจเต็มที่ที่จะตัดต่อเรื่องให้คนดูไม่รู้อะไรก่อนเลย มีสลับกับ Flashback 

ให้คนอยากรู้ว่าจริงๆแล้วมันเกิดอะไร มีความกดดันในความรู้สึกของพระเอกมาเรื่อยๆ ให้คนดูต้องติดตาม
เรื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมารู้เหตุผลทั้งหมดตอนจบ

แต่นิหน่ากลับรู้สึกว่า เทคนิคการเล่าเรื่องในเรื่องนี้ ที่ปล่อยให้คนดูไม่รู้อะไรเลยนานเกินไป จะเป็นเหมือน
ดาบสองคมได้เหมือนกัน นี่ถ้าไม่ใช่วิลล์ สมิธแสดง ความอดทนของคนดูในการพยายามจะทำความเข้าใจ
กับเรื่องนี้ อาจจะไม่ถึงครึ่งเรื่องได้

ดังนั้นหนังเรื่อง Seven Pounds ต้องยกความดีให้กับพระเอกของเรื่อง อย่าง วิลล์ สมิธ จำได้ว่ารู้จักเขา
ตอนที่เล่นเรื่อง Men in Black แต่เมื่อได้มาดูเขาแสดงหนังดราม่า ไม่ว่าจะเป็น Pursuit of Happyness 
หรือ I am legand จนมาถึงเรื่อง Seven Pounds รู้สึกเลยว่า เขาเป็นนักแสดงดราม่าที่เก่งมากๆ แสดง
ความรู้สึกจากแววตา สีหน้า ได้สุดยอด คือ การันตีคุณภาพได้เลยล่ะ

(ตรงนี้เฉลยเนื้อเรื่องนะคะ)

บทหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องของ ทิม หรือ เบน โทมัส เขาทำให้คน 7 คนต้องตายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์
และ 1 ใน 7 คนนั้น คือภรรยาของเขาเอง ทิมเสียใจมาก เขาตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง และพยายามหาทาง
ช่วยเหลือ เปลี่ยนแปลง ชีวิตของคนที่กำลังลำบาก การเสียสละของทิมกับ 7 คนที่เขาได้เลือก และมา
เฉลยในตอนจบ ทำให้คนดูก็ต้องอึ้งไปเหมือนกัน เพราะนอกจากบ้านหรูริมทะเล ที่ทิมมอบให้กับหญิงสาว
ที่ถูกสามีทารุณกรรม เพื่อให้เธอไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับลูกๆอีกสองคนแล้ว

ทิมได้บริจาคอวัยวะในร่างกายของเขา ต่อชีวิตให้กับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ปอดหนึ่งข้าง ให้กับน้องชาย 
ตับหนึ่งข้าง ให้หญิงสาวที่ชื่อ ฮอลลี่ , ไตหนึ่งข้าง มอบให้กับโค้ชฮอกกี้ ,ไขกระดูก ให้เด็กชายที่เป็นมะเร็ง
มอบดวงตาให้กับชายตาบอดที่ชื่อเอชลี่ ...

และทิมได้ตัดสินใจสละชีวิตตัวเอง เพื่อมอบหัวใจให้กับเอมิลี่ โพซา หญิงสาวที่ป่วยเป็นโรคหัวใจที่มา
หลงรักเขา และทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจได้อีกครั้ง ...

แต่ชีวิตของทิม เขาคงเชื่อว่าตัวเองผิดมากจนไม่อาจจะให้อภัยตัวเองได้ ทิมจึงตัดสินใจสละชีวิตตัวเอง
เพื่อให้อีกชีวิตที่ดูมีค่ากว่า ได้หายใจอยู่บนโลกนี้ต่อไป 

ดูจบแล้ว ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ถ้าทำแบบนี้ เราจะผิดน้อยลงไหม บาปน้อยลงหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ 
เชื่อว่า ทิมเอง ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกอยู่แล้ว ตั้งแต่ภรรยาที่เขารักมาจากไป เพียงแต่การที่จะตาย
ตามคนที่รักไปนั้น ตายยังไง ให้มันมีค่าที่สุด วิธีนี้ก็คงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่เขาเองคิดได้แล้ว

และหนังเรื่องนี้ ก็สอนให้เรารู้ว่า ...

ความสุขของการให้ ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งใดๆ

และ อย่าใช้โทรศัพท์ ขณะขับรถ !!

 
 

2012/Sep/13

  

  

 

 

 

 

 

 

เมื่อปีที่แล้ว เราได้มีโอกาสไปเที่ยวอังกฤษ และได้เข้าไปชมสนาม all england ที่เขาใช้แข่งขัน
เทนนิสแกรนสแลม นั่นคือ วิมเบิลดัน นั่นเองค่ะ ไหนๆช่วงนี้วิมเบิลดันก็กำลังจะเริ่ม เดี๋ยวพาไปดูนะคะ
ว่าที่เราได้เข้าไปดูบรรยากาศที่นั่น เป็นยังไงกันบ้าง :)

การแข่งขันวิมเบิลดันเริ่มจัดมาตั้งแต่ค.ศ.1877 ที่คอร์ตเทนนิสในย่านวิมเบิลดัน กรุงลอนดอน
สหราชอาณาจักร ถือเป็นการแข่งขันที่มีธรรมเนียมปฏิบัติเยอะมากๆ และมีประวัติที่ยาวนาน
กฏระเบียบที่เราเห็นได้ก็อย่างเช่น การแต่งกายของนักเทนนิส จะมาแฟชั่นจ๋า สีฉูดฉาดไม่ได้
ต้องใส่สีขาวล้วนเท่านั้น มันทำให้ดูสุภาพ และไฮโซมากๆนะ ในความคิดของนิหน่า (อิอิ)
และในการแข่งขันนัดสำคัญๆ ก็มักจะมีพระราชวงศ์หรือชาวชนชั้นสูงร่วมชมด้วย

ตอนที่ไปทัวร์สนาม จะมีคุณน้าไกด์คนหนึ่งพาพวกเราเดินไปเป็นกลุ่ม พาไปดูคอร์ทต่างๆที่อยู่รอบๆ
ทั้ง 19 คอร์ท ฝนก็ตกลงมาปรอยๆ ให้รู้ว่า นี่แหละ อยู่อังกฤษ และกำลังเดินในวิมเบิลดันนะ !
น้าไกด์เล่าให้ฟังหลายเรื่อง ตอนนั้นที่เราไป เซ็นเตอร์คอร์ทยังไม่ได้เริ่มสร้างหลังคาเลยค่ะ แต่ปัจจุบัน
มีหลังคาเปิดปิดได้แล้ว ซึ่งคงสะดวกเวลาฝนตก จะได้ไม่ต้องเลื่อนการแข่งขันออกไปเหมือนที่ผ่านมาอีก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หญ้าที่ใช้ในสนาม เขาจะใช้หญ้า Perennial Ryegrass ซึ่งการปลูกหญ้าจะทำทุกๆปีหลังจบการแข่งขัน
หญ้าเขาเลี้ยงกันประคบประหงมมากๆ ตอนที่ไป เห็นมีไฟส่องหญ้าบางส่วนอยู่ น้าไกด์เขาบอกว่าเหมือน
เป็นการรักษาหญ้าที่ป่วย !!! เอากะเค้าสิ และหญ้าจะถูกปล่อยให้ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร และพอจะ
เข้าทัวนาเม้นต์ ก็จะตัดให้สั้นมาก เพียงแค่ 8 ม.ม.เท่านั้น มีคนถามค่ะว่าทำไมถึงเลือกหญ้า Perennial
Ryegrass นี้ในการปูสนามการแข่งขัน น้าไกด์ก็บอกว่า เพราะเค้าทำรีเสิร์ชกันมาแล้ว ว่าหญ้าแบบนี้
จะเหมาะสมกับการเคลื่อนไหวของนักกีฬา และไม่ทำให้ความเร็วและการตก-การเด้งของลูกเปลี่ยนไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นอกจากสนามที่ได้มีโอกาสไปสัมผัส ยังได้ไปเดินผ่านอุโมงค์ที่นักเทนนิสต้องเดินออกมา ข้าวของ
ก็แอบวางระเกะระกะนิดนึง เพราะช่วงที่เราไป ไม่ได้มีการแข่งขันอะไร น้าไกด์พาเราไปดูห้องนั่งพักผ่อน
ไปดูห้องอาหารนักเทนนิส ที่เค้ามีแบ่งไว้เป็นสัดส่วนมากๆ และนักข่าว สื่อมวลชนไปรบกวนไม่ได้เลย
และก็ได้มีโอกาสไปดูห้องแถลงข่าว ซึ่งเราได้นั่งที่ที่นักเทนนิสต้องมานั่งให้สัมภาษณ์หลังจบเกม
แน่นอน ก็เหมือนว่าได้นั่งเก้าอี้เดียวกับ เฟดเดอเรอร์ และนาดาล และอื่นๆอีกมากมายนั่นเอง ฮ่า !!!

ใครที่สนใจอยากมาชมวิมเบิลดัน การจองที่พักเป็นเรื่องสาหัสมาก เพราะน้าไกด์บอกว่า ถ้าอยากได้ที่พัก
ทีอยู่ใกล้ๆสนาม อาจจะต้องจองกันข้ามปี ส่วนเรื่องการเดินทางเข้ามาชม ก็สามารถนั่ง Tube มาต่อรถบัส
มาถึงสนามได้ไม่ยากเท่าไหร่ แต่เกรงว่าช่วงเวลาที่มีการแข่งขัน บรรยากาศคงจะคึกคัก+หนาแน่นมากๆ
การมาชมเกมการแข่งขันคงต้องเตรียมตัว วางแผนให้ดีๆก่อนนะคะ

ส่วนเรื่องของการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ก็เข้ามาได้ตลอดปีค่ะ มีการเก็บค่าเข้าชม ค่าพาทัวร์ ราคาก็พอสมควร
แต่ถ้าเทียบกับความรู้สึกและประสบการณ์ที่ได้ เราถือว่าคุ้มมากๆค่ะ :)

 

 

 

 

 

 

 

 

ส่วนใครที่อยากจะซื้อของที่ระลึกกลับไป ก็หาซื้อได้ในร้านขายของที่ระลึก แต่ขอบอกเลยว่า แพงมากกก
ถึงมากที่สุด ถ้าจะซื้อได้ก็คงพวกของกระจุกกระจิก พวงกุญแจ แม่เหล็กติดตู้เย็น อะไรประมาณนั้นนะคะ
ตัวเราเอง อยากได้ผ้าเช็ดตัววิมเบิลดันมากๆ แต่ซื้อไม่ลง เพราะตกผืนละประมาณ 1200 บาทแหนะ ปีนี้
พอดีว่าพี่อาย ศรสวรรค์ ไปทำข่าวที่วิมเบิลดัน เลยแอบบอกพี่อายว่า ขอนักเทนนิสมาให้หน่อยผืนนึงนะ

แหะๆ ถ้าพี่อายเอากลับมาได้ จะเอามาอวดนะคะ ^_^

 

2012/Sep/13

บปีสุดท้ายของชีวิตอากง อากงเป็นอัลไซเมอร์ จากคุณปู่ผู้ใจดีของหนู
กลับกลายเป็นคนที่จำอะไรไม่ได้เลย .. แม้แต่อาม่า คู่ชีวิตที่อยู่กันมาแสนนาน...

วันเวลาอาจทำให้ลูกหลานเคยชินขึ้นเรื่อยๆ แต่จริงๆแล้ว ภาพอากงที่แข็งแรง ยิ้มน้อยๆ
ชอบเรียกให้เรากินตลอดเวลา และชอบเดินจูงมืออาม่าไปไหนต่อไหน ภาพนั้นยังติดอยู่
ในความทรงจำของหนูเสมอไม่เคยเปลียนแปลง ...

วันนี้ อากงหลับสบายไปแล้ว อาม่ามารับอากงไปอยู่ด้วย ... 
ยังไงอยู่บนนั้น อย่าเถียงกัน อย่างอนกันนะคะ ถ้าเจอคุณตาจ๋าของหนู 
ฝากกอดและหอมแก้มตาจ๋าด้วย บอกตาจ๋าหน่อยว่าหนูคิดถึงมากๆ

และหนูหวังว่า ถ้าวันนึงเราได้พบกัน.. อากงคงจำหลานคนนี้ได้แล้วใช่ไหมคะ ...
หนูคิดถึงกอดอุ่นๆ กับคำพูดที่บอกว่า

"คิ้วอีก็ดี หูก็ดี หน้าผากก็ดี จมูกก็ดี ...หลานอั๊วะจะเป็นหนังสาวไทย ...555+ "

หนูขอโทษที่ไม่ได้เป็นนางสาวไทย เพราะมันคงไม่เหมาะกับสไตล์หนู
แต่หนูจะทำทุกอย่าง ที่หนูได้รับผิดชอบตรงหน้าให้ดี และให้ทุกคนภูมิใจ
จะทำให้นามสกุลที่อากงสร้างมา เป็นที่จดจำในแง่มุมที่ดีและงดงาม 
ยังไงเอาใจช่วย และคุ้มครองหนูและน้องๆ หลานๆทุกคนด้วยนะคะ

แล้ววันนึงข้างหน้า เราจะได้พบกัน ที่สวรรค์ข้างบนนั้น.. 
หนูภูมิใจ ที่ได้เกิดเป็นหลานอากงอาม่าค่ะ ...

 

 

 

 

 

 

 

 

Would you know my name .. If I saw you in heaven 
Will it be the same ... If I saw you in heaven 
I must be strong, and carry on.
Cause I know I don't belong ..Here in heaven 

Would you hold my hand. If I saw you in heaven 
Would you help me stand. If I saw you in heaven 
I'll find my way, through night and day 
Cause I know I just can't stay ..Here in heaven 

Time can bring you down 
Time can bend your knee 
Time can break your heart 
Have you begging please 
Begging please 

Beyond the door, There's peace I'm sure. 
And I know there'll be no more... Tears in heaven 

Would you know my name..If I saw you in heaven 
Will it be the same .. If I saw you in heaven 
I must be strong, and carry on 
Cause I know I don't belong ..Here in heaven 

Cause I know I don't belong ..Here in heaven

2012/Sep/12

สิ่งหนึ่งที่ค้างคาใจฉันตลอดมาตั้งแต่ตอนนั้น ที่ชีวิตฉันได้รับโอกาสที่จะได้ไปเรียนภาษา ที่ประเทศอังกฤษครั้งแรก ครั้งนั้น ความพยายามของฉันคือ การแอบแม่ไปสอบ ผลที่ได้คือ ฉันได้ทุนแบบ 70/30 นั่นคือต้องจ่ายเองอีกจำนวน 30% เป็นเงินประมาณ สองหมื่นบาท กับการไปอังกฤษ 6 สัปดาห์ ฉันรู้แค่ว่า ฉันอยากไป ดีใจมากๆ แต่ครั้งนั้น ฉันไม่ได้ไป เพราะแม่ไม่ให้ไป.. แม่อ้างว่า ไม่มีเงิน แต่ว่าจริงๆฉันรู้ว่า แม่ไม่อยากให้ฉันไป แม่ห่วงและหวงฉันมาก มากจนฉันปวดใจ.. ฉันร้องไห้หนักมากๆ มากจนฉันจำได้จนทุกวันนี้... ภาพความพยายามในการไปสอบ ตอนนั้นไปสอบที่เกษตรฯ บรรยากาศเป็นยังไง ฉันก็ยังจำได้ ... มันก็ยังเจ็บๆในใจทุกครั้งที่นึกถึง ครั้งที่สอง ฉันเดินทางไปถึงอังกฤษ เพื่อไปดูสถานที่เรียน ฉันอยากเรียนแม้จะเป็นการแลกเปลี่ยนเพียงแค่ปีเดียว ฉันคิดว่า ฉันจะเรียนต่อโทที่นั่น Bristol คือเมืองที่ฉันไป ... ทุกอย่างเหลือเพียงแค่ฉันขอวีซ่า แต่แล้วชีวิตฉันก็ต้องเกิดทางเลือก... มีคนยื่นคำขาดกับฉันว่า ถ้าไป งานที่นี่ก็ไม่ได้ทำ เพราะทำไม่ทัน แต่ถ้าไม่ไป ความฝันในการออกเทปของฉันจะได้เป็นจริงอีกครั้ง และฉันกำลังจะมีละคร เหมือนแกล้ง ฉันเลือกทำตามความฝันของฉัน แม้ว่าความฝันที่จะไปอังกฤษนั้น คือสิ่งที่ติดค้างในใจฉันมานานแสนนานก็ตาม... วันนี้ ฉันยังคงมองกลับไปในวันวาน ย้อนคิดไปว่า ถนนอีกสายที่ฉันเดินไป มันจะเป็นยังไง ถ้าวันนั้น ฉันไม่เลือกที่จะมาทางนี้ ตอนนี้ฉันจะอยู่ตรงไหนของโลกใบนี้ และฉันจะทำอะไรอยู่ บางที อีกสักปีสองปี ฉันอาจจะหนีไปเรียนต่ออีกครั้งก็ได้ แต่วันนี้ การตัดสินใจทำยังงั้น มันเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน เมื่อฉันเจอทางแยกอีกทาง ฉันนั่งมองอนาคตของฉัน สิ่งที่ฉันต้องเลือก ทำไมพระเจ้าช่างเมตตากับฉันมากมายจริงๆ บางครั้ง ทางเลือกมันมากจนฉันเหนื่อยใจ... วันนี้ฉันเองก็ยังนั่งเปิดดูเว็ปเรียนต่อ ฉันคิดอยากไปเหมือนกันนะ แต่ฉันก็ต้องนั่งตอบตัวเองว่า ไปเพื่ออะไร และอยู่เพื่ออะไร บางครั้ง เราสนองความต้องการเพราะว่าเราอยากไปตั้งแต่เด็กอย่างเดียวไม่ได้ การอยู่ที่นี่ บางครั้งมันให้อะไร สอนอะไรฉันมากกว่าการต้องไปเรียนต่ออย่างไม่น่าเชื่อ แต่บางทีฉันก็เบื่อ และอยากจะไปจากที่นี่เหมือนกัน.... เฮ่อ..ขอโทษที่พิมพ์อะไรสับสน แค่กำลังมึนๆกับชีวิตนิดหน่อยนะค่ะ...  

2012/Sep/12

เคยอ่านหนังสือเรื่องนี้ไหมคะ จริงๆจะเรียกว่าอ่านก็คงไม่ถูกนัก... มันเป็นหนังสือภาพ มีตัวอักษรนิดหน่อยอธิบายให้พอเข้าใจ เป็นการเดินทางตามหาชิ้นส่วนที่ขาดหายไปของเจ้าวงกลมวงนึง มันตามหาสามเหลี่ยมที่จะมาทำให้ส่วนที่ขาดหายไปของมันเต็มเป็นวงกลมเหมือนเดิม แต่ไม่ว่ามันจะเจอกี่ชิ้นส่วนของสามเหลี่ยมนั้น บางทีเหมือนจะเข้ากันได้ แต่มันก็ไม่ได้ สามเหลี่ยมบางชิ้น มันเจอ และอยากเข้ากับสามเหลี่ยมนั้นใจแทบขาด แต่มันก็ทำได้แค่มอง และปล่อยให้สามเหลี่ยมในดวงใจของมันผ่านมันไป มันยังคงตามหา ตามหา และตามหา ... ว่าสักวันนึง มันจะถูกทำให้สมบูรณ์อีกครั้ง แต่สุดท้าย..เจ้าวงกลมแหว่งๆนั้นมันก็ได้เจอสามเหลี่ยมชิ้นนึง ที่ปฏิเสธที่จะลองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าวงกลม แต่มันกลับเสนอว่า ทำไมเราไม่ลองวิ่งไปด้วยกันละ... เพราะไม่มีชิ้นส่วนใด ที่ไม่ได้เกิดมาพร้อมๆกัน จะเข้ากันได้ตลอดไป.. สิ่งที่เราตามหาคือ ชิ้นส่วนอีกชิ้น ที่สามารถเดินไปพร้อมๆกับเราได้ต่างหาก เจ้าวงกลมยังไม่เข้าใจในทีแรก แต่ก็ยอมไปกับเจ้าสามเหลี่ยมที่เสนอทฤษฏีนี้ว่า ขณะที่กลิ้งไปด้วยกัน ท่ามกลางสายตาของผู้คน ต่างแปลกใจ ที่ วงกลมแหว่งๆ กับ สามเหลี่ยมชิ้นนึง ทุลักทุเลกลิ้งๆไปด้วยกัน เจ้าวงกลมเขินอายบ้าง ที่ต้องถูกสายตาของผู้คนมองมายังมันทั้งคู่ แต่ก็รู้สึกว่า การได้กลิ้งไปโดยมีเจ้าสามเหลี่ยมนี้กลิ้งไปด้วย มันก็สนุก และมีความสุขดีเหมือนกัน... เวลาผ่านไป และผ่านไป... ชิ้นส่วนสองชิ้น วงกลมและสามเหลี่ยมได้กลิ้งผ่านหินขรุขระ ผ่านทางยากลำบาก รูปร่างของมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ รูปร่างของเจ้าสามเหลี่ยม ก็ค่อยๆมนขึ้น... เจ้าวงกลม วงเริ่มเล็กลง และส่วนที่ขาดหายของมัน ก็เล็กลง สุดท้าย มันก็ต้องแปลกใจซึ่งกันและกัน เมื่อพบว่า ตัวมันเองทั้งคู่ กลายเป็นวงกลมสองวงเล็กๆ ไม่มีชิ้นใดขาด ไม่มีส่วนใดหาย มันหัวเราะให้กับความน่าประหลาดใจที่มันเพิ่งได้ค้นพบ.. น่าแปลกที่เราหาคนที่จะมาเต็มเติมเราได้ โดยไม่คิดว่า ความสุขที่จริงแล้ว เกิดขึ้นจากตัวเราเอง ... บางทีที่เราต้องการ คงไม่ใช่ชิ้นส่วนที่ขาดหายไป เพื่อจะมาทำให้เราเป็นชิ้นส่วนที่สมบูรณ์ แต่เราคงต้องการใครสักคน ที่จะมาเดินไปพร้อมกับเรา และต่างทำให้ชีวิตของเรา มีความสุขโดยสมบูรณ์โดยตัวของตัวเองมากกว่า... เราอาจจะไม่เหมือนกันเลยสักนิด และดูเข้ากันไม่ได้เลยจริงๆ แต่ใครจะรู้ ว่าในที่สุด เรากลับทำให้ชีวิตของกันและกันสมบูรณ์ได้... วันนี้คุณเจอคนที่จะมากลิ้งไปพร้อมๆกับคุณแล้วหรือยังคะ ?  ^^ - - เข้าไปดูหนังสือภาพเป็นแบบ Flash ได้ที่นี่ค่ะ ^^ - - http://www.maama.com/download/socute/view.php?id=999999

edit @ 12 Sep 2012 19:46:28 by MaRiaNa'